ผลกระทบที่อาจจะตามมาหลังจากผ่อนปรนกฎใหม่

ผลกระทบที่อาจจะตามมาหลังจากผ่อนปรนกฎใหม่

วันนี้วงการฟุตบอลเจาะจงลงไปที่พรีเมียร์ลีค ตอนนี้เกิดเหตุการณ์สำคัญขึ้นมา นั่นก็คือ การประชุมกันของฝ่ายจัดการแข่งขันและกรรมการของพรีเมียร์ลีค พวกเค้ากำลังประชุมกันเพื่อผ่อนปรนกฎการแฮนด์บอลของ IFAB ให้ไม่ต้องเข้มงวดมากขนาดนั้น เนื่องจากการทำงานแบบตีความตามตัวอักษรทำให้ตอนนี้พรีเมียร์ลีคเกิดจุดโทษจากแฮนด์บอลมากเกินไป

การผ่อนปรนวิธีการตัดสินแฮนด์บอล

แน่นอนว่าการมีแฮนด์บอลมากถึง 6 ครั้ง จาก 28 เกมที่ลงเตะไปแล้วตอนนี้ถือว่าเยอะอยู่เหมือนกัน ทำให้ตอนนี้ทางกรรมการตัดสิน จะมีแนวทางการผ่อนปรนกฎดังกล่าวลง ตามกฎเดิมถ้าหากบอลถูกอวัยวะตั้งแต่ศอกลงไป และผู้เล่นใช้การกางแขนเพื่อทำให้ตัวใหญ่ขึ้น ถือว่าเป็นแฮนด์บอลหมด ทีนี้จะผ่อนปรนกฎดังกล่าวลง โดยให้การพิจารณาการแฮนด์บอลนั้นขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้ตัดสินว่า สถานการณ์ที่เห็นจากภาพ VAR นั้นแฮนด์บอลหรือไม่

อะไรจะเกิดขึ้นต่อไป

ทีนี้การผ่อนปรนสถานการณ์ดังกล่าว ก็เพราะว่าบางสถานการณ์ มันไม่ได้แฮนด์บอลจริง มันไม่ได้เกิดจากความตั้งใจของนักเตะ แต่ด้วยสถานการณ์มันบังคับ ยกตัวอย่างเกมระหว่าง สเปอร์ส กับ นิวคาสเซิ่ล ที่สเปอร์สมาเสียจุดโทษ จากไดเออร์ บอลโดนแขนทั้งที่หันหลังอยู่ ทีนี้หากเกิดการผ่อนปรนกันดังกล่าว สิ่งที่จะเกิดขึ้นเลยก็คือ คำว่า ดุลยพินิจ ของกรรมการแต่ละคนไม่เหมือนกัน จริงอยู่ว่าการดูภาพช้าน่าจะช่วยให้การตัดสินง่ายขึ้น แต่คำถามก็คือ หากกรรมการมองต่าง มองแย้งกับผู้เล่นล่ะ มันจะเป็นอย่างไร อย่างกรณีของ ไดเออร์ ก็ได้ หากกรรมการมองว่าไม่ได้ตั้งใจเป็นกลไกของร่างกาย ไม่ฟาลว์ แล้วมันก็จะเกิดคำถามขึ้นมาอีกว่า รู้ได้อย่างไร ไดเออร์ อาจจะตั้งใจทำแบบนั้นก็ได้ แม้จะมองไม่เห็นก็ตามที แบบนี้เป็นต้น

จากข่าวที่ออกมาเห็นว่า การผ่อนปรนดังกล่าวจะเริ่มต้นในเกมวีคถัดไปเลย ก็ต้องมาดูกันว่า การผ่อนปรนแบบนี้จะทำให้เกิดเสียงวิจารณ์อย่างไรบ้าง แต่ลองทำดูก็ไม่เสียหายอะไรนะเราว่า ยังดีกว่าปล่อยให้เป็นแบบนี้จนจุดโทษกลายเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นแทบทุกเกม

เก็บตกประเด็นสำคัญ เกมไก่ เจอผี

เก็บตกประเด็นสำคัญ เกมไก่ เจอผี

แม้จะมาดึกไปหน่อยจนแฟนบอลไทยหลายคน “รอไม่ไหว” นอนหลับไปก่อนจะถึงเวลาคิกออฟที่ตีสองกว่าๆบ้านเรา แต่ก็มีหลายคน ถ่างตารอ หรือไม่ก็นอนไปก่อนแล้วตื่นมาดูใหม่ หลายคนอาจจะมองว่าบ้า แต่คนมันอยากดูยังไงมันก็ต้องมา ยิ่งไม่ได้ดูนานเกือบ 2 เดือน เกมนี้พลาดไม่ได้เลย แล้วก็เป็นแบบนั้นจริง เกมนี้สนุกสมการรอคอยนักเตะเล่นกันเอาจริงเอาจังเหมือนกับไม่ได้พักมาก่อนเลย สรุปเอาชนะกันไม่ได้ เสมอกันไป 1-1 เรามาเก็บตกประเด็นในเกมนี้กันสักหน่อย
รุกดี แต่ตัดสินที่เกมสวนกลับ
เกมนี้ทั้งคู่มองเป้าหมายไปที่ 3 แต้มเท่านั้นเพื่อต่อลมหายใจในการลุ้นไปที่พื้นที่ท็อปโฟร์ ทำให้ไม่แปลกที่พอเสียงนกหวีดดังจะเริ่มเปิดหน้าเข้าใส่แลกกันเลย เป็นทางผีแดงเปิดเกมบุกใส่ก่อนเป็นระลอก แต่กลับทำอะไรไม่ได้ เป็นทางสเปอร์สที่ทำเกมสวนกลับให้ดีจนนำมาซึ่งประตูแรกของ สตีเฟ่น เบิร์กไวจ์น ที่ลากเลี้ยงผ่านกองหลังไปยิงแสกหน้า ส่วนทางผีแดงเองก็เช่นกันเกมบุกอาจจะไม่ดีเท่าไร แต่เกมสวนกลับก็ทำได้ดี จนกลายเป็นจุดที่มาเอาชนะกันในเกมนี้
ผู้รักษาประตูมือออกแสง
เกมนี้พระเอกของเกมไม่น่าเชื่อว่าจะเป็น ผู้รักษาประตูทั้งสองคน เนื่องมาจากเกมนี้มีการบุกใส่กันตลอดทั้งการบุกแบบค่อยๆเคาะลอดช่องไป หรือเกมสวนกลับที่ตีโต้กันไปมา หน้าที่หลักเลยตกอยู่ที่ผู้รักษาประตูที่ต้องรักษาประตูไว้ให้ได้เพื่อไม่ให้โมเมนต์ของเกมเสียไปอยู่กับฝ่ายตรงข้ามเกมนี้ ฮูโก้ ญอริส กับ เดวิด เดเคอา ออกบินเซฟเยอะมาก แต่ทาง ญอริส ทำผลงานได้ดีกว่านิดหนึ่งหากไม่โดนลูกโทษ เกมนี้ก็น่าจะพอทีมชนะเก็บคลีนชีตไปได้สบายๆ
นักเตะยังฝืด
แม้ว่าเกมนี้ทั้งคู่จะเปิดเกมบุกใส่ทำให้เราไม่ง่วงนอนจากการฝืนถ่างตารอดู แต่ก็อย่างที่เราเห็น บางจังหวะเรารู้เลยว่า นักเตะดูเหมือนสนิมกินขาเหมือนกัน จังหวะยังขาดๆเกินๆกันอยู่ บางจังหวะเรารู้เลยว่าถ้าเป็นแบบเดิม หายเป็นประตูไปแล้ว สรุปแม้จะเป็นผลเสมอที่ไม่มีใครอยากได้ แต่ก็ต้องสู้กันต่อไป

สถิติยอดดาวยิงที่เคยอยู่กับเป๊ป กวาดิโอลาร์

สถิติยอดดาวยิงที่เคยอยู่กับเป๊ป กวาดิโอลาร์

เกมของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ในเวลานี้ต้องบอกว่า งานของเค้าดีจริงเด่นทั้งรุกรับแบบไม่มีสะดุดเลย หากไม่ใช่แฟนบอลสายลงทุนแล้ว ต้องบอกว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เป็นทีมที่เล่นได้น่ากลัวมาก ทั้งการทำสกอร์ การครองเกม การปิดเกมทำได้ตามระบบทั้งหมดเลย แต่ว่าวันนี้เราจะมาดูกันว่า ตั้งแต่เป๊ปคุมทีมมา ใครเป็นดาวยิงสูงสุดของเค้าบ้างในช่วงเวลานั้นๆ

ลิโอเนล เมสซี่

อันดับที่ 1 แบบที่หลายคนคิดเอาไว้ ก็คงหนีไม่พ้น ศิษย์ก้นกุฏิอย่าง ลิโอเนล เมสซี่ ที่เค้าทำไปทั้งหมด 211 ประตูตลอดเวลาที่ทั้งคู่ช่วยกันนำทีมบาร์เซโลน่า เกรียงไกร ยิ่งใหญ่ที่สุดในสามโลกคิดดูว่า ในยุคนั้น เมสซี่ เก่งขนาดไหน นี่เรายังไม่นับว่าบางช่วงเวลานี้ เมสซี่ เป็นเดอะแบกจนหลังแอ่นอีกด้วยนะ น่าสนใจว่าหากทั้งคู่มารียูเนี่ยนกันอีกรอบที่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ มันจะเกิดอะไรขึ้น

เซร์คิโอ กุน อเกวโร่

คนต่อมาเป็น กุน อเกวโร่ ที่ถือว่าเป็นอีกหนึ่งดาวยิงที่คมสุดคนหนึ่งที่เราดูฟุตบอลมาในช่วง 5 ปีหลังสุด การทำได้ 120 ประตูในยุคของเป๊ป แบบที่ได้ลงมั้ง ไม่ได้ลงมั้ง ถือว่าเป็นความยอดเยี่ยมของเค้าเหมือนกัน หากเป๊ป มาอยู่กับ ซิตี้ก่อนหน้านี้และนานกว่านี้ อเกวโร่ ก็อาจจะทำประตูได้มากกว่านี้ก็ได้

ราฮีม สเตอร์ริ่ง

ปีกจอมเลื้อย ย้ายมาร่วมทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ตอนปี 2015 แล้วเป๊ปมา 2016 นับเวลาก็ประมาณ 5 ปีเท่านั้นที่ ราฮีม อยู่กับเป๊ป แต่ช่วงเวลาดังกล่าว เค้าผลิตสกอร์ไปได้ถึง 100 ประตู อันนี้ต้องยอมรับว่าเป็นอีกหนึ่งนักเตะอังกฤษที่ทำผลงานได้ดีจริง ยิ่งตอนนี้ถูกดันขึ้นไปเล่นกองหน้าจำเป็นด้วยบางครั้ง ยิ่งทำให้สกอร์เพิ่มขึ้นไปอีก น่าสนใจว่า ราฮีม กับ เป๊ป จะผนึกกำลังกันสร้างสถิติไปได้อีกเท่าไร เรามองว่า 150 เป็นอย่างน้อย

ส่วนอันดับต่อมาก็จะเป็น โทมัส มุลเลอร์ 79 ประตู กาเบรียล เฆซุส 75 ประตู (ขนาดโดนว่าสาก ทื่อ ก็ยังยิงเยอะได้ขนาดนี้ก็ถือว่าไม่ธรรมดานะ เราหมายถึงคนจ่าย) และ เลวานดอฟสกี้ 67 ประตูตามลำดับ

แมตช์ที่ต้องจ่ายด้วยความประมาท

แมตช์ที่ต้องจ่ายด้วยความประมาท

ถือว่าเป็นเกมที่ต้องใช้คำว่า พลิกล็อค หรือ รถผ้าป่าคว่ำกันเลยทีเดียว สำหรับลิเวอร์พูลที่เมื่อคืนไม่สามารถเอาชนะทีมอย่างชรูว์สบิวรี่ ที่มาจากลีควันได้เลย เสมอกันไปที่ 2-2 งานนี้ต้องบอกเลยว่าทำเอาแฟนบอลเดอะค็อป จนถึงแฟนเฉพาะกิจบ่นอุบกันเลยทีเดียว ทำค่าขนมหกกันเป็นแถวเลย อย่างไรก็ตามเกมนี้เสมอก็จริงถือว่าเป็นเกมที่ต้องจ่ายด้วยความประมาท

ทีมสำรองกว่าครึ่งทีม
ตามสไตล์ของลิเวอร์พูลเกมนี้พวกเค้าเลือกที่ใช้ทีมสำรองผสมกับดาวรุ่งเต็มทีมไปหมด คนที่พอจะคุ้นเคยอยู่บ้างก็เป็น เดยัน ลอฟเรน ลงคู่กับ โจเอล มาติป, ฟาบินโญ่ , ทาคุมิ มินามิโนะ และ ดิว็อค โอริกี้ ส่วนที่เหลือเป็นนักเตะที่หากไม่ใช่แฟนลิเวอร์พูลอาจจะไม่รู้จักเท่าไร อย่าง ยาสเซอร์ ลารูซี่, นีโก้ วิลเลี่ยมส์, เคอร์ติส โจนส์ , เปโดร ชิริเบญ่า เป็นต้น แน่นอนว่านี่เป็นการเปิดพื้นที่ให้กับเหล่าดาวรุ่งและนักเตะสำรองได้สัมผัสกับเกมที่มีคุณภาพมากขึ้น เพื่อให้พวกเค้ายกระดับตัวเองและกระดูกบอลมากขึ้นด้วย

นำก่อนแต่ไม่เอาให้ขาด
พอรูปเกมเริ่มต้นก็เป็นไปตามคาด ลิเวอร์พูล ที่แม้จะเป็นตัวสำรองแต่ชื่อชั้นดูดีกว่าเยอะ บวกกับความกระหายที่ต้องการพิสูจน์ตัวเองแย่งตัวจริงมาได้ เล่นได้อย่างคึกคัก จนได้ประตูนำไปก่อนในนาทีที่ 15 จากนั้นพวกเค้าก็พยายามจะเอาประตูที่สองให้ได้ แต่ก็ทำไม่ได้จนจบครึ่งแรก พอเริ่มต้นครึ่งหลังมาพวกเค้าได้โชคช่วยเล็กน้อยจนได้ประตูที่สองเพิ่มมาจากความผิดพลาดของฝั่งเจ้าบ้านเอง วินาทีนั้นดูเหมือนลิเวอร์พูลดูจะสบายๆแล้ว

นำ 2-0 เหมือนจะดี แต่พวกเค้าจะเอาลูกสามเพื่อปิดเกมเอาไม่ได้ เลยมาเจอเจ้าบ้านเอาคืนจากจุดโทษ และ ลูกหลุดเดี่ยว ทำให้พวกเค้ากลับมาเสมอได้ 2-2 ถือว่าเป็นอีกหนึ่งบทเรียนให้กับเหล่านักเตะหงส์สำรองได้จำไว้ว่าอย่าประมาทเกมลูกหนังเด็ดขาด และเล่นให้ละเอียดกว่านี้